ปรัชญา "ตีนเท่าฝาหอย"

posted on 28 Jul 2008 16:51 by vodkatonicz in life

ตอนเด็กๆ เคยเข้าค่ายจริยธรรมกันไหม...
ค่ายที่เข้ากี่ทีๆ ก็จะต้องร้องไห้ขี้มูกโป่ง (><")
บางทีเราก็ไม่อยากร้องหรอก แต่พอเห็นเพื่อนร้องแล้วมันก็อิน อยากจะร้องมั่ง

ค่ายที่เข้ากี่ทีๆ ก็จะกลับมาบ้านที แล้วเอาพวงมาลัยไปกราบป๊ากับม๊าทุกที
ประมาณว่า พอโดนพระเทศน์ที...ก็นึกจะกตัญญูขึ้นมาที = =

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่จำความได้..แล้วก็มักจะระลึกอยู่เสมอๆ
นั่นก็คืคำสอน ที่เกี่ยวกับ...รอยเท้า

ใช่แล้วววววว ^^ รอยเท้าของเรานี่แหละ สามารถมาประยุกต์เป็นปรัชญาชีวิตได้
คุณเชื่อไหม...



อ่ะ...
อย่าพึ่งรีบด่วนสรุป เราต้องหัดเชื่ออะไรยากๆบ้าง
เพราะสังคมไทยในทุกวันนี้ ที่กำลังมีปัญหา ก็เพราะว่าพี่ไทยเรานี่ หูเบากันเกินไป
ไหนๆ นานาประเทศเค้ายกให้ว่าเป็นประเทศ ที่กำลังพัฒนาทั้งที
เราก็น่าจะมีวิจารณญาณกันหน่อย น่าจะดีกว่ามั้ย...

กลับมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า
เรื่องของรอยเท้า



เคยได้ยินคำโบราณ ประมาณว่า "ตีนเท่าฝาหอย" มั้ย
ผู้ใหญ่ที่จะพูดประโยคนี้ออกมาได้ ก็คงจะต้องเห็นเท้าของเด็กขนาดทารกแน่ๆ

พาดพิงไปที่โฆษณาของ baby mind หรือ Johnson ของเด็กน้อย
เราคงจะเห็นกันบ่อยๆกับฉากที่ พ่อหรือแม่ จะจุ๊บไปที่ฝ่าเท้าของเด็กน้อย
นี่แหละคือที่มาของปรัชญา...

ปรัชญาอะไร?
ก่อนที่เราจะรู้ว่ามันคือ ปรัชญาอะไร
ต้องขอบอกก่อนว่า เรายึดปรัชญานี้มาตั้งแต่การได้ยินครั้งแรกจนถึงวินาทีนี้
ก็เกือบสิบปีแล้วเหมือนกัน (โห..ผ่านวัยเด็กน้อยในโรงเรียนมานานแล้วเหมือนกันนี่หว่า)-*-

พระอาจารย์บอกว่า...
ทุกๆครั้ง ที่เราคิดจะก้าวเดินไปทางไหน

คิดที่จะเดินทางไปที่ไหน

คิดที่จะเดินไปหาอะไร

หรือคิดที่จะเดินไปทำอะไร

รวมถึงเลือกที่จะทำอะไร โดยการที่เราเดินเข้าไปหาสิ่งเหล่านั้น
ด้วยขาของตัวเราเอง ด้วยสองเท้าของเราเอง
ไม่ว่าเราจะเลือกอะไร

อยากให้เรานึกถึง...

โฆษณา baby mind อ่ะ ไม่ใช่ละ

นึกถึงวันที่เรายังเป็นเด็กน้อย ที่พ่อกับแม่จูบลงบนฝ่าเท้าเล็กๆนั้น
ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยนั่นแหละ ถ้าเราหมั่นนึกทบทวนอยู่เสมอ....
ทางที่เราจะก้าวเดินไปนั้น ย่อมเป็นทางที่ดี ที่ควรเดิน และเดินอย่างระมัดระวัง

และเมื่อไหร่ที่เราอยากจะเดินไปในทางที่ไม่ถูก ไม่ควร หรือพลาดพลั้ง
ก็โปรดนึกถึงโฆษณาอีกเช่นกัน ถึงจะคิดอะไรไม่ได้..แยกแยะไม่ถูก
แต่อย่างน้อย เราก็คงจะยับยั้งชั่งใจ ยั้งคิดถึงพ่อกับแม่ของเราบ้าง...

คนเรานี่ก็แปลก...ชอบให้คนอื่นมาทำร้ายตัวเราเอง
ชอบให้คนอื่นมาทำร้าย คนที่พ่อแม่เรารักมากที่สุด
รักมากถึงขนาดที่ว่า...แค่ฝ่าเท้าของเราก็ยังมีค่าแก่การก้มลงจูบ
แล้วเราล่ะกำลังทำอะไรอยู่....


ในทุกๆวันที่ฉันเจอเรื่องเหนื่อยล้า สองขา สองเท้า แทบไม่มีเรี่ยวแรงให้เดิน
หรือแม้แต่จะยืนอยู่ ฉันก็จะนั่งลงพัก แล้วบอกกับตัวเองอย่างเงียบๆว่า
เวลาที่ฉันเหนื่อย...มีคนสองคนที่เหนื่อยกว่า
เวลาที่ฉันท้อ...มีคนสองคนที่ท้อกว่า
และแน่นอน
เวลาที่ฉันเสียใจ...ก็คงจะมีคนสองคนที่เสียใจมากกว่า


ทุกวันนี้ฉันเหนื่อยมาก ฉันท้อมาก สิ่งที่ฉันเรียนมันยากมาก
ยากมากซะจน ฉันไม่แน่ใจ ว่าสมองของฉันมันจะผ่านพ้นไปได้
ทุกครั้งที่ป๊ากับม๊าถาม ฉันก็ได้แต่เล่าให้ฟังว่าอะไรเป็นยังไง
แต่มาช่วงหลังๆ มานึกถึงปรัชญานี้ได้ ก็ไม่อยากจะเล่าอะไรเท่าไหร่

คงไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักส่งลูกเรียนสูงๆ
แล้วอยากมานั่งฟังว่า ลูกติดเอฟ ลูกถูกไทร์ ลูกเรียนไม่ไหว....หรอก

เอาเหอะ ฉันก็จะตรากตรำเรียนต่อไป เท่าที่ความสามารถทั้งหมดจะพึงมีแล้วกัน
มันก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้วล่ะ อีกแค่นิดเดียวเอง...

บางทีหนทางสั้นๆที่จะก้าวเดินนี่ มันก็ต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเดินให้ถึงเหมือนกันนะ
ใครว่าเรียนมหาวิทยาลัยมันง่ายกันหว่า ไม่ใช่มหาลัยของฉันแน่นอน = =

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับบทความดีดีที่มีมาเเบ่งปันกัน

อ่านเเล้วก็คิดได้เน๊อะว่า ยังงัยพ่อเเม่ก็ต้องสำคัญที่สุด

#2 By love is love on 2008-07-29 09:50

.. เป็นบทความและปรัชญา ที่ดีมากครับ ..

.. ตั้งแต่เด็กๆ เวลาจะตัดสินใจทำอะไร จะนึกถึง แม่ ก่อน ว่าสิ่งที่ทำนั้นแม่จะไม่เสียใจ สิ่งที่ทำแม่จะต้องสบายใจ และสิ่งที่ทำแม่จะต้องภูมิใจ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ความรู้สึกแม่ คือ หลักที่ผมใช้ตัดสินใจ ไม่ว่าแม่จะรับรู้ในสิ่งที่ผมทำหรือไม่ก็ตาม..


Hot!

#1 By on 2008-07-28 17:56